เวลาค้นหา "ราคาระบบ POS ร้านอาหาร" จะเจอตัวเลขหลากหลายมาก ตั้งแต่ฟรี ไปจนถึงหลักหมื่นต่อเดือน บทความนี้อธิบายว่าทำไมราคาถึงต่างกันเยอะขนาดนี้ และควรดูอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ
ทำไมราคาระบบ POS ถึงต่างกันเยอะในตลาด
ระบบ POS ในตลาดมีโมเดลราคาหลักๆ 3 แบบ: ซื้อขาดพร้อม hardware เฉพาะ (ลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก), เช่ารายเดือนแบบ SaaS (จ่ายตามการใช้งานจริง), และฟรีแบบมีเงื่อนไข (มักจำกัดฟีเจอร์หรือจำนวนออเดอร์เพื่อดันให้อัปเกรด) แต่ละแบบเหมาะกับร้านที่มีขนาดและงบประมาณต่างกัน ร้านที่เพิ่งเริ่มต้นควรเลี่ยงการลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
ปัจจัยที่กระทบราคาจริงๆ
- จำนวนสาขา — ระบบส่วนใหญ่คิดราคาตามจำนวนสาขาที่เปิดใช้งาน ยิ่งหลายสาขายิ่งแพงขึ้น
- จำนวนสินค้า/เมนู — บางเจ้าจำกัดจำนวนเมนูในแพ็กเกจราคาถูก ต้องอัปเกรดถ้าเมนูเยอะ
- ฟีเจอร์ขั้นสูง — เช่น KDS หน้าจอครัว, CRM สะสมแต้ม, ใบกำกับภาษีดิจิทัล มักอยู่ในแพ็กเกจที่แพงกว่า
- ประเภทธุรกิจที่รองรับ — บางระบบคิดราคาแยกถ้าต้องการเปิดร้านหลายประเภท เช่น ร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มพร้อมกัน
Restoweb Studio ราคาเท่าไหร่
Restoweb Studio มี 3 แพ็กเกจ: Starter ใช้ฟรี จำกัด 1 สาขา เหมาะกับร้านเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น, Pro ฿490/เดือน เปิดได้สูงสุด 3 สาขารวมทุกประเภทธุรกิจ (เช่น ร้านอาหาร 2 สาขา + ร้านเครื่องดื่ม 1 สาขา ในบัญชีเดียวกัน) สินค้าไม่จำกัด พร้อม CRM และใบกำกับภาษีดิจิทัล, และ Enterprise แบบ custom สำหรับธุรกิจที่ไม่จำกัดสาขา ทุกแพ็กเกจทดลองใช้ได้ฟรี 1 เดือนโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
โปรโมชั่น Founding Member คืออะไร
สำหรับ 100 ร้านค้าแรกที่สมัครแพ็กเกจ Pro วันนี้ จะได้ ล็อกราคา ฿490/เดือนตลอดไป แม้ในอนาคตราคาแพ็กเกจ Pro จะปรับขึ้นสำหรับลูกค้าใหม่ก็ตาม สิทธิ์นี้ผูกกับบัญชีที่สมัครภายในช่วงโปรโมชั่นและใช้งานต่อเนื่อง เป็นสิทธิ์ที่ไม่ได้มีให้ตลอดไป เพราะจำกัดจำนวนร้านค้าไว้ชัดเจน
สรุป: ก่อนตัดสินใจเลือกระบบ POS
อย่าดูแค่ตัวเลขราคาอย่างเดียว ควรเช็คว่าแพ็กเกจนั้นรองรับจำนวนสาขาและฟีเจอร์ที่ร้านต้องใช้จริงหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือเปล่า Restoweb Studio ให้ทดลองใช้ฟรี 1 เดือนเต็มไม่ต้องใช้บัตรเครดิต พร้อมโปรโมชั่น Founding Member สำหรับร้านค้ากลุ่มแรกที่ตัดสินใจเริ่มใช้งานตอนนี้